ข้อควรรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติหลังฉีดฟีลเลอร์

ความสวยงามเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาคู่กับผู้หญิงเป็นสิ่งที่เป็นสัจธรรมของโลก เมื่อคุณผู้หญิงขาดความมั่นใจ หรือต้องการที่จะเสริมความมั่นใจให้แก่ตนเองนั้น จะทำได้หลายวิธี ทั้งการเลือกแต่งหน้าเพิ่มเสริมความสวยและความมั่นใจ แต่ถ้าหากไม่ชอบที่จะแต่งหน้าก็อาจจะทำศัลยกรรมซึ่งเป็นการเสริมความมั่นใจที่ถาวรมากที่สุด และยังมีวิธีการฉีดสารต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายเพื่อเสริมในส่วนที่บกพร่องของร่างกายอย่างการฉีดฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์เป็นสารไฮยาลูลอนิคหรือสารอุ้มน้ำที่จะช่วยปรับสภาพผิวของผู้ที่ทำการฉีดฟิลเลอร์มีรูปลักษณ์ที่สวยงามและมีความคงทน โดยการฉีดฟิลเลอร์ควรที่จะได้รับการฉีดอย่างถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไม่ควรสั่งซื้อฟิลเลอร์มาฉีดด้วยตนเอง เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้ และไม่ควรหลงเชื่อบุคคลที่แอบอ้างการฉีดถึงบ้าน หรือที่พักต่าง ๆ เพราะอาจจะเป็นฟิลเลอร์ที่ไม่คุณภาพ ผู้ที่จะฉีดฟิลเลอร์ต้องทำการศึกษาข้อมูลให้ดีและอย่างถี่ถ้วนทั้งประเภทของฟิลเลอร์ ราคา คลินิกที่มีแพทย์ที่เชี่ยวชาญ และข้อความปฏิบัติทั้งก่อนและหลังการฉีดฟิลเลอร์

ข้อควรปฏิบัติหลังการฉีดฟิลเลอร์ทั่วไป

ผู้ที่จะฉีดฟิลเลอร์ที่ช่วยในเรื่องความสวยความงามนั้น ควรที่จะศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตนทั้งก่อนและหลังการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อจะได้เตรียมตัวได้อย่างถูกต้องและไม่ทำให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคต

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณที่ทำการฉีดฟิลเลอร์

ผู้ทำได้ฉีดฟิลเลอร์ควรที่จะหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ได้ฉีฟิลเลอร์มา แม้จะทำการนวด หรือกด ก็ไม่ควรที่จะกระทำบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ โดยเฉพาะคนที่ฉีดฟิลเลอร์เพื่อยกกระชับใบหน้า ยิ่งไม่ควรที่จะสัมผัสบริเวณดังกล่าว เนื่องจากจะทำให้ปริมาณของฟิลเลอร์ที่ได้ฉีดเข้าไปนั้นเกิดการไหลไปสู่บริเวณอื่นของใบหน้า นอกจากนี้จะทำให้การรักษามีความคลาดเคลื่อน เพราะแพทย์ได้วางจุดที่ทำการฉีดไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ฟิลเลอร์ได้แสดงผลอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าหากคนไข้มีอาการคันบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์มา ห้ามเกาเด็ดขากเพราจะทำให้แผลอักเสบรอจนกว่าจะหายคัน ถ้าหากอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 3 วัน ควรกลับไปพบแพทย์

  1. หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดและความร้อน

สำหรับผู้ที่ได้รับการฉีดฟีลเลอร์ควรที่จะหลีกเลี่ยงแสดงแดดและความร้อน เช่น การอบซาวหน้าที่ต้องใช้ความร้อน เนื่องจากใบหน้า หรืออวัยวะที่ได้รับการฉีดฟิลเลอร์ จะมีรอยจากการร้อยเข็มเป็นจำนวนมาก ทำให้ผิวของผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์นั้นมีความบอบบาง ไวต่อการสัมผัสมากกว่าผิวปกติ ถ้าหากไม่รับความร้อนมากเกินไปจะส่งผลให้เกิดอาการระคายเคือง เป็นผืนได้ แพทย์จึงแนะนำให้ 48 ชั่วโมงแรกควรที่จะหลีกเลี่ยงทั้งแสงแดด และความร้อนเพื่อรอให้ฟีลเลอร์ปรับสภาพเข้ากับผิวก่อน

  1. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริมบางชนิด

วิตามินที่ควรหลีกเลี่ยง และไม่ควรที่จะรับประทานทั้งก่อนและหลังจากที่ฉีดฟิลเลอร์ คือ  กิงโกะ
น้ำมันพริมโรส กระเทียม โสม และวิตามินอี เป็นต้น เหตุผลที่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้เพราะ เมื่อผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์รับประทานจะทำให้เกิดภาวะเสี่ยงช้ำ แพทย์จึงแนะนำให้งดรับประทานจนกว่าฟิลเลอร์จะเข้ากับสภาพผิวของผู้ฉีด 

  1. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนประกอบของกรดผลไม้

แพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทุกชนิดที่จะสามารถสัมผัสบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ได้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของกรดผลไม้ เช่น AHA BHA และ Retinoids เป็นต้น ซึ่งสารประกอบของกรดผลไม้เหล่านี้อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ได้ และอาจจะเกิดอันตรายแก่ผิวของผู้ฉีดฟิลเลอร์

  1. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด

การใช้ยาชนิดที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงทั้งก่อนและหลังการฉีดฟิลเลอร์ เช่น แอสไพลิน ไอบูโพรเฟน และยาแก้อักเสบบางชนิด เป็นต้น เนื่องจากการฉีดฟิลเลอร์นั้นจะต้องฉีดลงตัวฟิลเลอร์ลงไปในผิวหนังระดับที่ลึกจากผิวหนังชั้นบน ถ้าหากผู้ที่เข้ารับการฉีดได้รับประทานยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดมาก่อนการฉีดฟิลเลอร์ และแพทย์ได้ฉีดฟิลเลอร์ไปดดนเส้นเลือด อาจจะทำให้เลือดแข็งตัวได้ช้า ทำให้เกิดอาการช้ำได้ง่ายกว่าปกติ เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงยาชนิดนี้อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนที่จะมาฉีดฟิลเลอร์

  1. หลีกเลี่ยงการแว็กซ์ ถอน ย้อมสีขน หรือใช้ครีมกำจัดขน

หลักจากที่ทำการฉีดฟิลเลอร์ ผิวหนังของผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์จะมีความบอบบางลงชั่วคราว ระยะเวลา 2-3 วัน เพราะฉะนั้นควรที่จะหลีกเลี่ยงการแว็กซ์ ถอน ย้อมสีขน รวมทั้งการใช้ครีมกำจัดขนต่าง ๆ ตามร่างกาย เพื่อที่จะทำให้ไม่เปิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนัง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดผิวหนังอักเสบ

  1. ควรดื่มน้ำสะอาดในปริมาณมาก

ฟิลเลอร์คือสารไฮยาลูลอนิค ซึ่งเป็นสารชนิดอุ้มน้ำ หลังการฉีดฟิลเลอร์แพทย์จะแนะนำให้คนไข้ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณ 8-10 แก้ว หรือ 2 ลิตรต่อวัน ในช่วงเวลา 4-5 วันแรกหลังจากทำการฉีดฟิลเลอร์ การดื่มน้ำในปริมาณที่มากจะช่วยให้ฟิลเลอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้บริเวณที่ฉีดนั้นดูเป็นธรรมชาติ

  1. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกฮอล์และสูบบุหรี่

หลังจากการฉีดฟิลเลอร์แพทย์จะแนะนำให้คนไข้งดการดื่มแอลกฮอล์ต่าง ๆ เนื่องจากเมื่อคนไข้ดื่มเข้าไปแล้วอาจจะทำให้เกิดอาการมึนเมา ไม่ได้สติและจะเผลอเกา หรือสัมผัสบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตามมาได้ นอกจากนี้ฤทธิ์ของเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทำให้เลือดสูบฉีดอาจจะส่งผลให้เลือดออกบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ได้ ส่วนการสูบบุหรี่นั่นจะทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น การฉีดฟิลเลอร์ที่ปาก ถ้าหากคนไข้สูบบุหรี่ก็จะทำให้รูปลักษณ์ที่แพทย์ได้จัดไว้เกิดการเสียทรง และผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงทั้งเครื่องดื่มแอลกฮอล์และบุหรี่อย่างน้อย 2-3 วัน

ข้อปฏิบัติหลังฉีดฟิลเลอร์บริเวณต่าง ๆ

การฉีดฟิลเลอร์ในบริเวณต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกันทำให้มีการดูและและข้อปฏิบัติที่แตกต่างกัน เช่น การฉีดฟิลเลอร์บริเวณคาง ปาก ใต้ตาเป็นต้น ดังนี้

  1. ข้อปฏิบัติหลังการฉีดฟิลเลอร์บริเวณคาง

ดังนี้ควรเลี่ยงสัมผัสคาง การยวดกดคาง และการรัดคางอย่างน้อย 2 สัปดาห์  ในช่วงแรกที่ฉีดฟิลเลอร์จะมีอาการคือบวม ตึง ปวดหน่วง สามารถทานยาแก้ปวดที่ไม่ใช้แอสไพรินได้

  1. ข้อปฏิบัติหลังการฉีดฟิลเลอร์บริเวณปาก

ดังนี้ควรงดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการทางลิปสติกอย่างน้อย 1-2 วัน เพื่อให้เนื้อเยื่อบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ปิดสนิท

  1. ข้อปฏิบัติหลังการฉีดฟิลเลอร์บริเวณใต้ตา

ดังนี้ เลี่ยงการกดนวดบริเวณใต้ตา งดการขยี้ตาแรง ๆ บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ข้อควรปฏิบัติหลังการฉีดฟิลเลอร์ เป็นสิ่งที่ผู้ที่จะทำการฉีดฟิลเลอร์ควรที่จะศึกษาเพื่อที่จะได้ปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายของตนเอง และควรศึกษาข้อควรระวังให้เข้าใจ เช่นก่อนการฉีดฟิลเลอร์ควรที่จะหลีกเลี่ยงการรับประทายาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด ถ้าหากรับประทานก่อนการฉีดฟิลเลอร์อาจจะทำให้เลือดแข็งตัวช้าและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ นอกจากนี้ยังควรดื่มน้ำเปล่าสะอาดในปริมาณที่มากเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ฟิลเลอร์ ส่วนเครื่องดื่มแอลกฮอล์ไม่ควรดื่มเนื่องจากอาจจะทำให้เกิดอาการมึนเมาและไม่ได้สติจนเผลอสัมผัสบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ สิ่งที่ควรศึกษามากที่สุดคือสถาบันทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับความงาม ควรเลือกที่มีมาตรฐานและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของท่าน