ฟิลเลอร์กับฉีดไขมันอันไหนดีกว่ากัน

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีด้านความงามมากมายที่เกิดขึ้นบนโลกซึ่งหนึ่งในเทคโนโลยีด้านความงามยอดฮิตติดอันดับตลอดกาลของหลาย ๆ คนคงต้องเป็นการเสริมจุดบนใบหน้าให้มีมิติมากยิ่งขึ้นหรือการแต่งเติมร่องลึกบนใบหน้าให้ดูตื้นและเต่งตึงขึ้น ซึ่งสามารถใช้เทคโนโลยีด้านความงามเพื่อแก้ไขได้อย่างหลากหลายวิธีอาทิเช่น ฟิลเลอร์ หรือ ฉีดไขมัน ทั้งสองวิธีนี้แม้จะให้ผลลัพธ์ในด้านเดียวกันแต่ก็ยังคงมีข้อเปรียบเทียบเช่นกันว่าระหว่างฟิลเลอร์กับฉีดไขมันอันไหนดีกว่ากัน? ภายในบทความนี้จึงได้ทำการรวบรวมข้อต่างของการฉีดฟิลเลอร์และฉีดไขมันเพื่อเปรียบเทียบและประกอบการตัดสินใจว่าระหว่างฟิลเลอร์กับฉีดไขมันอันไหนดีกว่ากันให้แก่หลายๆท่านที่กำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ 

ฟิลเลอร์คืออะไร?

ฟิลเลอร์คือสารที่ถูกแบ่งออกเป็นสองชนิด และสองประเภท ชนิดที่หนึ่งคือสาร Hyaluronic Acid หรือ HA ที่ผลิตจากสารสกัดธรรมชาติและสารชนิดนี้เมื่อฉีดเข้าที่บริเวณที่ต้องการแก้ไขแล้วสามารถอยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน จัดว่าสารชนิดนี้ค่อนข้างมีความปลอดภัยสูงเพราะสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติและชนิดที่สองคือสารประเภทถาวรอย่างเช่น ซิลิโคน หรือ น้ำมันพาราฟิน ซึ่งการฉีดฟิลเลอร์ประเภทถาวรนี้สารที่ถูกฉีดเข้าไปจะไม่เกิดการสลายตัวไปอย่างแน่นอนและไม่สามารถระบุผลข้างเคียงในระยะยาวได้

ระยะเวลาของการฉีดฟิลเลอร์

ระยะเวลาของการฉีดฟิลเลอร์จะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที โดยเมื่อฟิลเลอร์อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการแก้ไขแล้วก็จะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันที และจะยิ่งเห็นผลได้อย่างชัดเจนที่สุดในวันที่ 5 ซึ่งโดยปกติแล้วผลลัพธ์ของการฉีดฟิลเลอร์จะอยู่ที่ 6 เดือน ถึง 2 ปี หรืออาจจะนานกว่านั้น ทั้งนี้ประกอบด้วยหลากหลายปัจจัยซึ่งขึ้นอยู่กับสารฟิลเลอร์ที่ฉีด  ความเหมาะสมของชนิดฟิลเลอร์  ปัญหาผิว และ การดูแลหลังการฉีด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วยเช่นกัน

การฉีดฟิลเลอร์เหมาะกับใคร?            

การฉีดฟิลเลอร์เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอย มีร่องลึกรอบดวงตา มุมปาก หรือ บริเวณอื่น ๆ  นอกจากนั้นยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับแต่งรูปหน้าให้มีส่วนมนส่วนโค้งมากยิ่งขึ้น และยังช่วยเติมเต็มแก้มที่ตอบให้กลับมาดูเปล่งปลั่ง เต่งตึง ทำให้ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

  1. การฉีดฟิลเลอร์ให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วหรืออาจจะเห็นผลได้ในทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น
  2. การฉีดฟิลเลอร์ชั่วคราวได้รับการรับรองความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยา มีความปลอดภัยสูงเนื่องจากเป็นสารสกัดจากธรรมชาติจึงสามารถสลายตัวได้เองตามกาลเวลา
  3. การฉีดฟิลเลอร์สามารถช่วยเติมเต็มจุดบกพร่องที่ทำให้ดูสูงวัยได้อย่างเช่น ริ้วรอย ร่องลึกรอบดวงตา มุมปาก แก้มตอบ หลุมสิว ให้เต่งตึงมากยิ่งขึ้น ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ในทันทีที่ฉีด แก้ปัญหารอยแผลเป็น อีกทั้งยังสามารถช่วยเสริมโหงวเฮ้งตามความเชื่อของคนจีนได้อีกด้วย

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์     

  1. หากใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาอาจะทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณที่ฉีดได้
  2. หากฉีดฟิลเลอร์ชนิดถาวรอย่าง ซิลิโคน หรือ น้ำมันพาราฟิน อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงในภายหลังอย่างเช่น ฟิลเลอร์จับตัวเป็นก้อนจนจับตัวเป็นพังผืด หรือ ติดเชื้อบริเวณที่ฉีดในภายหลัง ซึ่งต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแก้ไขเท่านั้น
  3. การฉีดฟิลเลอร์โดยแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญหรือเลือกใช้บริการแก้ไขที่สถานพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐานนับว่ามีความอันตรายเป็นอย่างมากเนื่องจากตำแหน่งของการฉีดฟิลเลอร์สำคัญพอ ๆ กันกับชนิดของฟิลเลอร์อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรง ซึ่งในปัจจุบันมีสถานพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐานหรือแพทย์ที่ไม่ได้รับใบประกอบวิชาชีพมากมาย เรียกอีกอย่างได้ว่าหมอกระเป๋าหากผู้ใช้บริการไม่ทำการตรวจสอบก่อนลงมือแก้ไขอาจเกิดผลร้ายได้

ราคาของการฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์แต่ละครั้งนับเป็นปริมาณซีซี (CC) ซึ่งคิดจากปริมาณซีซีของฟิลเลอร์ที่ฉีด โดยส่วนใหญ่แล้วมักเริ่มต้นจากราคาซีซีละ 2,500 บาท ซึ่ง 1 ซีซี สามารถฉีดได้ 1 จุด โดยสามารถเลือกจุดใดจุดหนึ่งบริเวณใบหน้า เช่น ปาก ใต้ตา ร่องแก้ม หรือ ขมับ เป็นต้น

ฉีดไขมันคืออะไร?

การฉีดไขมันคือการปลูกถ่ายไขมันส่วนที่เราไม่ต้องการเพื่อนำไปเติมเต็มส่วนที่ขาดบนใบหน้าแทนการฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งการเติมไขมันไม่เพียงแค่ช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดบนใบหน้า การฉีดไขมันยังสามารถช่วยรักษาแผลเป็น นอกจากนั้นสเตมเซลที่อยู่ในไขมันช่วยให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย ใบหน้าดูเด็กขึ้น โดยไขมันที่ใช้ฉีดบนใบหน้านั้นไม่ใช่ไขมันจากของเสียในร่างกายของเรา แต่แพทย์จะทำการย้ายจากเซลล์ที่ดีผ่านกระบวนการทางการแพทย์ โดยต้องใช้เทคนิคการฉีดที่ ถูกหลัก สะอาด และ ปลอดภัย ซึ่งหลังจากทำการแก้ไขแล้วไขมันที่ฉีดจะค่อย ๆ สลายหายไปประมาณ 30-40% ส่วนอีก 60-70% จะคงอยู่ตลอดไป ลดหาย หรือ เพิ่มขึ้นตามน้ำหนักของร่างกาย

ระยะเวลาของการฉีดไขมัน     

ขั้นตอนแรกก่อนทำการฉีดไขมันแพทย์จะทำการเตรียมไขมันที่จะใช้ ทำได้โดยการดูดไขมันส่วนเกิน ไม่ว่าจะเป็นจาก หน้าท้อง ก้น แขน หรือสะโพก แล้วนำไขมันนั้นไปปั่นให้ตกตระกอน เก็บเฉพาะไขมัน จากนั้นจึงทำการนัดผู้ป่วยเพื่อทำการแก้ไข โดยการแก้ไขใช้เวลาประมาณ 15-60 นาที และจะมีอาการบวมแดงประมาณ 48 ชั่วโมง หรืออาจมากว่านั้นในบางราย ซึ่งในผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลาถึง 1 สัปดาห์ เพื่อให้แผลยุบ

การฉีดไขมันเหมาะกับใคร?     

การฉีดไขมันเหมาะสำหรับคนที่แก้มผอมตอบ คนที่อยากเติมเต็มหน้าผากให้โหนกนูน คนที่มีโครงหน้าเหลี่ยมโหนกแก้มสูง คนที่อยากเปลี่ยนแปลงโครงหน้าให้ดูนุ่มนวลและอยากให้สุขภาพผิวหน้าดีขึ้น โดยไม่ต้องการแก้ไขด้วยวิธีการฉีดสารอื่น ๆ เข้าไปที่ใบหน้าหรือไม่ต้องการผ่าตัดใหญ่เพื่อใส่ซิลิโคนเข้าไปช่วยเสริมจุดต่าง ๆ บนใบหน้า

ข้อดีของการฉีดไขมัน

  1. เนื่องจากการฉีดไขมันใช้ไขมันจากตัวของผู้ที่ต้องการแก้ไขในการทำการแก้ไขจึงส่งผลให้ไม่เกิดการแพ้ และไม่ต้องทดสอบผิวหนังก่อนฉีด ทำให้มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง
  2. การฉีดไขมันไม่ใช่การผ่าตัดศัลยกรรมใหญ่รวมถึงการฉีดไขมันไม่ทำให้เกิดบาดแผลใหญ่แต่อาจจะมีอาการบวมแดงเล็กน้อย ซึ่งผู้ป่วยก็ยังสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ทันทีหลังจากทำการแก้ไข
  3. หากผู้ป่วยแพ้ collagen ก็ยังสามารถใช้วิธีการฉีดไขมันได้อย่างไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือการแพ้ใด ๆ

ข้อเสียของการฉีดไขมัน

  1. หากคุณเลือกใช้บริการสถานพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐานอาจทำให้เกิดการติดเชื้อหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
  2. เจ็บตัวหลายจุด เพราะในขั้นตอนแรกแพทย์ต้องทำการเจาะที่ส่วนใดส่วนหนึ่งเช่น หน้าท้อง ก้น สะโพก หรือ ต้นขา เพื่อนำไขมันส่วนเกินมาผ่านขบวนการทางการแพทย์ก่อนที่จะนำไขมันนั้นมาฉีดเข้าที่ใบหน้าของเราหรือส่วนที่ต้องการแก้ไข ซึ่งในจุดนี้อาจทำให้หลายๆคนเข้าใจผิดว่าการดูดไขมันจากส่วนเกินเพื่อนำไปเติมลงบนใบหน้าเป็นการลดความอ้วนอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งอันที่จริงแล้ว เมื่อไขมันถูกดูดออกไปจนเหลือช่องโหว่ร่างกายของเราก็จะทำการผลิตไขมันเพื่อมาเติมเต็มส่วนนั้นอีกครั้ง นับว่าเป็นการช่วยได้เพียงแค่ชั่วคราวไม่นับว่าเป็นการลดความอ้วนอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ
  3. ข้อเสียของการฉีดไขมันอีกข้อคือไขมันจะถูกดูดซึมได้ค่อนข้างเร็วโดยใช้เวลาประมาณ 6 เดือน และอาจจะต้องฉีดซ้ำอีกครั้ง ซึ่งต้องฉีดในปริมาณที่มากพอที่จะทำให้ไขมันนั้นไม่สลายไปโดยเร็วเช่นกัน

ราคาของการฉีดไขมัน

โดยการฉีดไขมันมีราคาที่แตกต่างกันไปในแต่ละที่ ซึ่งราคาจะถูกหรือแพงทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพและความชำนาญของแพทย์ ซึ่งราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 20,000 บาทไปจนถึง 120,000 บาท โดยประมาณ หากผู้ป่วยต้องการทำการแก้ไขสิ่งที่ควรตรวจสอบหลัก ๆ นั้นคือคุณภาพและฝีมือของแพทย์ หากต้องจ่ายแพงแต่ผลลัพธ์ที่ได้รับกลับมานั้นคือความสวยงามและความปลอดภัยก็ถือว่าคุ้มค่า แต่หากผู้ป่วยยึดหลักราคาถูกที่สุดเป็นหลักก็อาจจะเกิดเหตุอย่าง เสียน้อย เสียยาก เสียมาก เสียง่าย ได้

ฟิลเลอร์: เป็นการเสริมจุดบริเวณใบหน้าหรือส่วนที่ต้องการ ให้มีมิติมากยิ่งขึ้น ซึ่งใกล้เคียงกับการฉีดไขมัน แต่ต่างกันตรงที่ Hyaluronics acids ที่ใช้ฉีดเข้าไปที่ใบหน้าเป็นสารสังเคราะห์ที่ไม่ได้มาจากร่างกายของเราเองจึงไม่สามารถช่วยให้ผิวดูใสขึ้นหรือช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้นได้ ผิวหนังด้านบนจึงเป็นคลื่น ๆ ซึ่งสาร Hyaluronics acids เป็นสารที่ปลอดภัยและร่างกายของเราเมื่อดูดซึมเข้าไปแล้วสามารถขับออกมาทางปัสสาวะได้ตามระยะเวลาของสาร

ฉีดไขมัน: เป็นการย้ายไขมันที่อยู่ในร่างกายของเรามายังส่วนที่ต้องการเพิ่มมิติให้มากขึ้น ซึ่งไขมันที่ใช้จะมาจาก หน้าท้อง ก้น แขน หรือ สะโพก และเมื่อไขมันที่นำมาฉีดเป็นไขมันที่มาจากตัวเราเอง เมื่อฉีดแล้วจะทำให้ผิวสวย หน้าดูเนียน ฉ่ำวาว มีวอลุ่มมากกว่าการฉีดฟิลเลอร์ ผิวด้านบนใบหน้าจะดูเรียบเนียนมากกว่า และอาจเกิดผลข้างเคียงได้น้อยกว่าฟิลเลอร์ แต่ถ้าหากใช้บริการสถานพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐานก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้เช่นกัน

ไขข้อสงสัยดังนี้: ฟิลเลอร์กับฉีดไขมันสองอย่างนี้ถือว่าต่างกัน จึงไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าอย่างไหนดีกว่ากัน ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการศึกษาว่าการแก้ไขด้วยวิธีไหนถือว่าเหมาะสมกับตัวของผู้ป่วยที่สุดและเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยแต่ละคนด้วยเช่นกัน