ร้อยไหมอย่างไรให้ปลอดภัย ต้องฉีดยาชาก่อนทำไหม

ปัจจุบันไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหน อายุเท่าไหร่ การอยากมีใบหน้าที่ดูอ่อนกว่าวัยเป็นสิ่งที่ใคร ๆ พึงมี เพราะไม่ใช่แค่จะช่วยปรับปรุงภาพลักษณ์ให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่การช่วยลดอายุลงได้ก็จะทำให้ใบหน้าสวยชวนมอง หากไม่อยากดูแก่เกินวัย การร้อยไหมช่วยคุณได้ อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเรียกคืนความมั่นใจกลับมา มารู้จักกับการร้อยไหมอย่างไรให้ปลอดภัย และจำเป็นต้องฉีดยาชาก่อนทำไหม เรามีคำตอบมาให้แล้ว

ร้อยไหม (Thread Lift)

นวัตกรรมที่เป็นที่นิยมมากในการใช้แก้ไขปัญหารูปหน้า ช่วยยกกระชับผิวหน้า โดยการใช้เข็มนำเส้นไหมละลายที่มีเงี่ยงสอดเข้าไปใต้ผิวหนัง ซึ่งไหมจะมีหลายขนาดและหลายรูปแบบ แตกต่างกันออกไปตามผลลัพธ์ที่ต้องการ ที่นอกจากจะต้องเลือกให้สอดคล้องกับความต้องการแก้ปัญหาแล้วนั้น ข้อสำคัญคือ แพทย์ที่ทำการร้อยไหมจะต้องมีประสบการณ์และมีความชำนาญอย่างมาก เพื่อใช้เทคนิคในการร้อยไหมให้ได้ผลดี ตำแหน่งถูกต้อง และเหมาะสมกับบุคคล

ซึ่งการร้อยไหมนี้นอกจากจะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ของใบหน้าแล้ว ยังช่วยยกกระชับผิวให้เต่งตึง ได้รูปทรงตามต้องการ ทั้งยังช่วยให้เกิดเส้นใยอิลาสติน ทำให้ผิวเด้ง ฟู เกิดความยืดหยุ่น และช่วยเร่งการสร้างคอลลาเจน ทำให้เกิดการกระชับยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จึงทำให้ดูใบหน้าอ่อนกว่าวัย ผิวเต่งตึง และลดเลือนริ้วรอยได้

ประเภทของไหม

ไหมที่นิยมใช้ร้อยจะมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

  1. ไหมก้างปลา เป็นไหมเส้นใหญ่ มีแง่ง เหมาะสำหรับคนที่มีผิวห้อยย้อยมาก ๆ หรือมีผิวที่ดูเหี่ยว เพราะไหมชนิดนี้จะช่วยในการยกหน้าได้ดี ช่วยปรับกรอบหน้า กระชับผิวที่เกิดจากการย้อยให้เข้ารูป โดยจะร้อยใบหน้าข้างละ 3-5 เส้น และร้อยเหนียงข้างละ 3-5 เส้น
  2. ไหมเส้นเล็กไม่มีแง่ง เนื่องจากมีเส้นเล็ก จึงมีแรงยกน้อยต้องใช้ในปริมาณมากเหมาะสำหรับคนที่ใบหน้าไม่ย้อยไม่เหี่ยวมาก แต่ต้องการกระชับรูปหน้า มีกรอบหน้าที่ชัดเจนขึ้น ไหมชนิดนี้หรือที่เรียกว่า ไหม Baby Face จะช่วยให้ใบหน้าดูเด็กลง และเก็บรายละเอียดร่องแก้ม มุมปาก ได้ดี แต่เพื่อเห็นผลจะต้องใช้ร้อยใบหน้าข้างละ 25-50 เส้น

ร้อยไหม ต้องฉีดยาชาไหม

ก่อนจะทำการร้อยไหม จะต้องมีการฉีดยาชาก่อนทำตรงบริเวณที่ไหมจะร้อยผ่าน โดยอาจจะต้องจิ้มหลายครั้งอาจทำให้เกิดอาการเขียวช้ำเล็กน้อย โดยเฉพาะการร้อยไหมแบบ Baby Face จะต้องใช้การฉีดยาชาแบบกระจาย เนื่องจากไหมตัวนี้ต้องร้อยข้างละเยอะ ๆ จำนวนรูไหมก็จะเท่ากับจำนวนไหม จึงอาจมีการเขียว ช้ำ หรือบวม ได้มากกว่าไหมก้างปลา แต่หากเรามีความกังวล ก็จะสามารถทายาชาก่อนได้ ระยะเวลาในการทายาชาคือ  45 นาที โดยแพทย์จะใช้การทายาชาร่วมกับการฉีดยาชาในบางบริเวณ

ขั้นตอนการร้อยไหม

  1. การเตรียมตัวก่อนร้อยไหม: แพทย์จะประเมินโครงสร้างใบหน้าก่อนว่ามีปัญหาอะไรและต้องการแก้ไขตรงไหนบ้าง ซึ่งในคนส่วนมากมักจะต้องการร้อยไหมหน้าเรียว V-Shape ซึ่งการร้อยไหมจะช่วยยกกระชับกรอบหน้าได้ดี แต่หากใครที่มีกราม หรือมีโหนกแก้มสูง แพทย์มักจะแนะนำให้ทำการร้อยไหมควบคู่ไปกับการทำหัตถการอื่น ๆ เช่น การฉีดโบท็อกซ์ หลังจากแพทย์ได้ประเมินเรียบร้อยแล้วนั้น จะเข้าสู่การเตรียมพร้อมร่างกายก่อนทำ ด้วยการงดยาและอาหารเสริมบางชนิด เป็นเวลา 1 สัปดาห์ก่อนทำหัตถการ เพื่อลดการเกิดรอยเขียวช้ำ
  2. ขั้นตอนร้อยไหม: แพทย์จะใช้เข็มนำเส้นไหมก้างปลา ไหมละลายที่มีเงี่ยง สอดลงในชั้นผิวหนังเข้าไปยึดตามเนื้อเยื่อผิว โดยจะใช้วิธีการร้อยเรียงเส้นไหมตามโครงหน้าของคนไข้เป็นหลัก ผิวจะถูกเงี่ยงเกี่ยวขึ้นมาตามแนวเส้นไหม หากมีการร้อยไหมด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง จะเกิดเป็นเส้นใยอิลาสตินช่วยประคองผิวและสามารถดึงผิวที่หย่อนให้กลับมาตึงขึ้นได้ เป็นวิธีที่ช่วยปรับรูปหน้าให้กระชับและสมส่วนมากขึ้น โดยจะใช้เวลาทำประมาณ 30 นาที ขณะทำจะรู้สึกเจ็บบ้างเล็กน้อย
  3. การดูแลหลังร้อยไหม: หลังจากการร้อยไหมเสร็จทันที อาจมีอาการบวมหรือเกิดรอยช้ำตามแนวการสอดไหมได้บ้าง แต่จะหายไปเองโดยไม่ต้องพักฟื้น โดยแพทย์จะให้ยาแก้อักเสบมาทานประมาณ 3 วัน หลังจากนั้นอาการบวมจะเริ่มยุบลงจนเข้าที่ในเวลาประมาณ 14 วัน แต่หากว่ามีอาการบวมแดงมากขึ้น ให้รีบกลับไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่ม หลังจากทำควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเผชิญกับแสงแดดหรือความร้อน และควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ควรพักหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ งดการนวดหน้า ทำทรีทเมนท์ หรือทำเลเซอร์ รวมถึงการไม่นอนตะแคงหน้า ควรนอนหมอนสูง ส่วนผลลัพธ์จะเห็นผลชัดเจนในช่วงประมาณ 2 เดือนหลังร้อยไหม และอาจจะเห็นผลต่อเนื่อง 1-2 ปี

ร้อยไหมอย่างไรให้ปลอดภัย

การร้อยไหมจะใช้เข็มสเตอไรด์ทางการแพทย์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว เพื่อนำไหมละลายเข้าไปใต้ผิวหนัง ซึ่งไหมที่ใช้จะเป็นไหมที่ใช้ในวงการศัลยแพทย์ผ่าตัดมานานมากกว่า 30 ปี ที่ใช้ในการเย็บผิวหนัง เย็บอวัยวะภายในและเส้นเลือดได้ จึงทำให้มีความปลอดภัย รวมไปถึงตัวไหมจะเป็นไหมละลาย ที่ทำจากวัสดุที่จะค่อย ๆ สลายไปได้เอง ไม่ทิ้งสิ่งแปลกปลอมไว้ในร่างกาย เพื่อการร้อยไหมให้ปลอดภัย ต้องเลือกทำกับแพทย์ผู้มีความรู้และชำนาญเท่านั้น นอกจากจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนแล้ว ยังทำให้ดูอ่อนเยาว์เป็นธรรมชาติ และไม่มีผลข้างเคียงตามมาด้วย

ข้อดีและข้อเสียของการร้อยไหมที่ต้องรู้

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. ไหมที่ร้อยเข้าไป เงี่ยงไหมที่คล้ายตะขอจะเกี่ยวดึงผิวได้ทันที ทำให้ผิวกระชับและเห็นผลได้ชัดเจนหลังทำ
  2. เทคนิคการร้อยไหมที่เหมาะสม จะสามารถช่วยกระชับผิว คล้าย ๆ เส้นเอ็นที่อยู่บนใบหน้าตามธรรมชาติ ทำให้ผิวตึงเหมือนผิวเดิมตอนอ่อนเยาว์ โดยไม่มีอาการเจ็บ และไม่เกิดผลข้างเคียง
  3. เส้นไหมที่ใช้ในปัจจุบัน ทำจากวัสดุ 3 ชนิด คือ PDO (Polydioxanone), PLLA (Polylactate) และ PCL (Polycaprolactone) ซึ่งทั้ง 3 ชนิดนี้ ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยา ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศว่ามีความปลอดภัยในการใช้ ซึ่งก่อนเข้ารับการรักษา เราควรตรวจสอบกับแพทย์ทุกครั้งก่อนทำ
  4. ไหมละลายที่ใช้กันในปัจจุบัน จะไม่มีส่วนผสมของโลหะ และสามารถละลายสลายได้หมด 100% ในเวลา 3 เดือน ถึง 1 ปี โดยไม่มีสารตกค้าง จะเหลือเพียงแต่เส้นใยอิลาสตินและคอลลาเจนที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมาเองตามธรรมชาติที่จะช่วยประคองผิว
  5. การร้อยไหมจะช่วยปรับโครงสร้างของใบหน้าให้ดูเรียวขึ้นได้ ช่วยแก้ปัญหาหน้าเหลี่ยม หน้าบาน หน้ากลม ให้กลายเป็น V-Shape หรือ Oval-shape ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่าตัด รวมถึงสามารถปรับรูปหน้าที่ไม่เท่ากันให้ดูสมมาตรมากขึ้น ด้วยเทคนิคของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ข้อเสียของการร้อยไหม

  1. การร้อยไหมเป็นหัตถการ ที่ต้องอาศัยความชำนาญอย่างมาก รวมไปถึงแพทย์ที่ทำต้องมีเทคนิคในการร้อยไหมที่ดีด้วย เพราะหากทำไม่ดีไม่ถูกต้อง หรือเลือกชนิดของเส้นไหมไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดรอยบุ๋มหรือเห็นรอยไหมตามแนวที่ร้อยได้
  2. ในบางรายที่มีรูปหน้าโหนกแก้มเด่น หากทำการร้อยไหมจะยิ่งทำให้โหนกแก้มเด่นชัดยิ่งขึ้น และอาจจะดูไม่สวยตามต้องการ แนะนำให้เลือกปรับรูปหน้าด้วยวิธีอื่นแทน เช่น สารเติมเต็ม (Dermal Fillers)
  3. เส้นไหมที่ร้อยเข้าไปจะกระตุ้นให้เซลล์สร้างคอลลาเจน และเกิดการสร้างเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสติน แต่หากมีการซ้อนทับกันมากเกินไป และอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดพังผืดได้
  4. หลังจากร้อยไหมเสร็จ มีความเสี่ยงที่จะเกิดการบวมช้ำเล็กน้อย นั่นเป็นเพราะว่าเราต้องใช้เข็มพร้อมไหมแทงผิวเข้าไป และอาจจะบวมมากขึ้นได้ในช่วง 3-4 วันแรก แต่จะหายบวมได้ในเวลา 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน

การร้อยไหมเป็นวิธีที่ทำได้อย่างปลอดภัยหากทำกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและใช้วัสดุที่ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว รวมไปถึงมีการฉีดหรือทายาชาก่อนทำเพื่อป้องกันอาการเจ็บปวด ใครที่สนใจจะทำก็ลองดูข้อดี ข้อเสีย และผลลัพธ์ ก่อนตัดสินใจ เพราะการร้อยไหมเหมาะกับผู้ที่ต้องการเห็นผลด่วนแบบชัดเจน แต่ก็อาจจะมีอาการเจ็บบ้างหากเทียบกับการทำหัตถการยกกระชับหน้าแบบอื่น ๆ นอกไปจากการร้อยไหมจะช่วยให้เราดูเด็กลงกว่าวัยและมีใบหน้าเรียวสวยแล้วนั้น การดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอก็สำคัญ เพื่อเสริมสุขภาพและความงามจากภายใน ทำให้เราคงความงามได้อย่างยาวนาน