7 ข้อควรระวัง! ก่อนคิดจะทำ Hifu ที่สาว ๆ ยุคนี้ต้องรู้

สาว ๆ หลายคนในที่นี้ น่าจะเคยได้ยินชื่อของนวัตกรรมการยกกระชับผิวกันมาแล้วบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งแน่นอนค่ะ ว่า Hifu ก็น่าจะเป็นโปรแกรมทรีทเมนต์อย่างหนึ่งที่สาว ๆ รู้จักกันค่อนข้างดี เพราะเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบันนี้ ด้วยประสิทธิภาพของนวัตกรรม ที่เห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจน และราคาที่ไม่ได้สูงจนเกินเอื้อม จึงทำให้สาว ๆ ที่รักสวยรักงาม และต้องการป้องกันปัญหาริ้วรอยก่อนวัยตามบริเวณต่าง ๆ บนใบหน้า ต่างก็ชื่นชอบการทำ Hifu กันไม่น้อยเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม การทำ Hifu นั้น ก็มีข้อควรระวังที่สาว ๆ ต้องทราบอยู่บ้างเหมือนกันค่ะ โดยบทความในวันนี้ จะมาแนะนำให้สาว ๆ ได้รู้จักกับ Hifu โดยละเอียด รวมไปถึงหลักการการทำงานของ Hifu ข้อปฏิบัติตนก่อนและหลังทำ Hifu รวมไปถึงข้อควรระวังเกี่ยวกับการทำ Hifu ที่สาว ๆ ทุกคนต้องรู้!

Hifu คืออะไร ? 

Hifu นั้นเป็นนวัตกรรมความงามการกระชับผิว แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย และชะลอวัยในรูปแบบใหม่ ที่มุ่งตอบโจทย์การลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย และเพิ่มความกระชับเรียบเนียนให้กับทั้งบริเวณผิวหน้าและทั่วร่างกาย โดยที่ Hifu นั้น อาศัยการใช้คลื่นเสียง Ultrasound ที่ได้รับการต่อยอดพัฒนามาจาก Ultrasound ที่ใช้ในการดูครรภ์ ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้น จะทำการยิงคลื่น Ultrasound ดังกล่าวนี้ เข้าไปใต้ชั้นผิว ให้เซลล์ผิวหดตัวลง ซึ่งนับว่าเป็นหลักการและเทคนิคที่คล้ายการผ่าตัดดึงหน้านั่นเองค่ะ จนสามารถเรียก Hifu ได้ว่าเป็นการดึงหน้าแบบไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเสี่ยงเจ็บตัว จึงส่งผลให้ผิวดูยกกระชับและอ่อนเยาว์มากขึ้น แถมยังปลอดภัย ไม่ทำร้ายผิวหนังบริเวณชั้นนอก เนื่องจากไม่ได้ใช้คลื่นแสงเลเซอร์ให้ผิวบางลง และที่สำคัญยังปลอดภัยต่อดวงตา จึงสามารถใช้เน้นที่บริเวณริ้วรอยใต้ตาได้เป็นอย่างดีอีกด้วยค่ะ

ริ้วรอยร่องลึก และการหย่อนคล้อยของผิวหน้านั้น เกิดจากการเสื่อมสภาพของอีลาสตินและคอลลาเจนใต้เซลล์ผิว ที่มีหน้าที่คอยเสริมสร้างชั้นผิวที่เนียนกระชับอยู่เสมอ ซึ่ง Hifu นั้นก็นับว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ชะลอวัยให้แก่ผิว และแก้ปัญหาในส่วนดังกล่าวได้ตรงจุด เพราะทราบไหมคะ ว่า Hifu นั้นก็ยังสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว และกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ทำให้ผิวดูเด้งกระชับ รูขุมขนดูเล็กลง หลังจากการทำ ผิวหน้าจะเนียนละเอียดและนุ่มขึ้นจนสามารถสัมผัสได้ในทันที เรียกว่าช่วยป้องกันริ้วรอยร่องลึกที่อาจเกิดในอนาคต แถมยังทำให้ผิวหน้าดูเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติได้อีกด้วยนะคะ

โดยสรุปง่าย ๆ Hifu เรียกว่าเป็นนวัตกรรมกระชับผิวที่ได้รับความนิยมสูงในยุคสมัยนี้ค่ะ เพราะเป็นการยกกระชับหน้าที่ไม่ต้องเจ็บตัว ทั้งยังเห็นผลลัพธ์ได้จริงในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ต้องฉีด ไม่ใช้เข็ม ไม่ต้องผ่าตัด เนื่องจาก Hifu นั้นอาศัยการใช้คลื่นเสียงที่มีความปลอดภัยสูง ไม่ทำลายเซลล์ผิว รับประกันว่าปราศจากอันตรายและผลข้างเคียงแน่นอนค่ะ

Hifu เหมาะสำหรับใครบ้าง ?

Hifu เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 25 – 35 ปี ซึ่งถือว่ายังไม่ค่อยมีปัญหาริ้วรอยที่แก้ยากมากนัก เหมาะสำหรับการยกกระชับบริเวณต่าง ๆ ของผิวหน้าที่หย่อนคล้อยลงตามกาลเวลา อย่างเช่น บริเวณหนังตา หรือร่องแก้ม เป็นต้น อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าหรือยกแนวคิ้วให้สูงขึ้น โก่งขึ้น แถมยังช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวสวยได้ โดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด

ข้อดีของการยกกระชับผิวหน้าด้วย Hifu 

ข้อดีของการทำ Hifu คือเป็นการยกกระชับผิวที่ใช้เวลาไม่นาน และให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ เห็นความแตกต่างได้อย่างรวดเร็วจนสามารถสัมผัสได้ระหว่างก่อนทำและหลังทำ สาว ๆ จึงสามารถทำได้บ่อยครั้ง และหลังการทำยังสามารถเข้ารับทำการรักษาด้วยทรีทเมนต์โปรแกรมอื่น ๆ อีกได้อีกด้วยค่ะ ขณะทำ Hifu นั้น คนไข้จะได้ความรู้สึกอุ่น ๆ บนผิว ไม่เกิดอาการแสบร้อน และไม่ต้องใช้ยาชา เพราะ Hifu เป็นคลื่นอัลตราซาวนด์ที่มีความถี่สูง ไม่ทำร้ายเซลล์ผิวหนัง ทำให้คนไข้ไม่รู้สึกเจ็บ หลังจากทำเสร็จแล้ว ก็สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันตามปกติได้อย่างไร้กังวลค่ะ

การปฏิบัติตน เพื่อเตรียมตัวก่อนการทำ Hifu

สาว ๆ คนไหนที่สนใจทำ Hifu ก่อนเข้ารับบริการ ก็ควรดูแลสุขภาพให้พร้อม เริ่มจากการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ รวมไปถึงการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพราะจะช่วยส่งผลให้การสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนังเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดหลังจากทำ Hifu เรียบร้อยแล้วนั่นเองค่ะ

ส่วนหลังจากทำ Hifu แม้สาว ๆ จะสามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แต่ก็ควรดูแลผิวหน้าอย่างพิถีพิถัน ตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยนะคะ

การปฏิบัติตน หลังจากการทำ Hifu เสร็จเรียบร้อยแล้ว

1. ใช้ครีมบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อบำรุงเซลล์ผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้เด้งกระชับ
2. หลีกเลี่ยงแสงแดด หรืิอการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน และควรใช้ครีมกันแดดทุกครั้งที่ต้องออกจากบ้าน
3. หากรู้สึกตึงหรือปวดบริเวณผิว ก็สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
4. ไม่ควรนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ ขณะทำความสะอาดใบหน้า
5. งดสูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันไม่ให้คอลลาเจนใต้ชั้นผิวเสื่อมสภาพ

อายุต่ำกว่า 25 ปี สามารถทำ Hifu ได้หรือไม่ ?

แม้ช่วงอายุ 20 ตอนต้น จะยังไม่นับว่าเป็นช่วงวัยที่เริ่มประสบปัญหาริ้วรอยร่องลึกบริเวณผิวหน้า แต่ Hifu นั้นก็สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่อายุไม่ถึง 25 ปี โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะอันตรายต่อสุขภาพผิว เพราะเป็นการป้องกันริ้วรอยที่เกิดก่อนวัย ช่วยยกกระชับผิวหน้า ทั้งบริเวณคิ้ว หางตา และลำคอ แถมยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยในอนาคต ด้วยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวได้อีกด้วย และที่สำคัญ การทำ Hifu ตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวกระชับอย่างสังเกตได้โดยไม่ต้องอาศัยการผ่าตัดหรือฉีดสารเติมเต็มชั้นผิวใด ๆ ตราบใดที่เข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในสถานพยาบาลหรือคลินิกที่ได้มาตรฐาน ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดอันตรายแต่อย่างใดค่ะ

ทำ Hifu แล้วไม่เจ็บ จริงหรือไม่ ?      

เรามักจะได้ยินอยู่เสมอว่า การทำ Hifu สามารถเห็นผลได้ทันที อีกทั้งยังไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าอยากให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ ขณะทำ Hifu จะต้องมีความรู้สึกตึง และปวดหน่วง ๆ บริเวณใต้ผิวที่กำลังทำอยู่บ้าง แต่เป็นความรู้สึกปวดในแบบที่ทนได้ ไม่เจ็บ และไม่ทำให้แสบผิว ยิ่งรู้สึกมาก ก็จะยิ่งเห็นผลหลังจากการทำได้ชัดเจนมากขึ้น โดยสาว ๆ จะสามารถเห็นผลหลังจากทำได้ทันที โดยที่ผลลัพธ์ดังกล่าวจะคงอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน – 1 ปี ค่ะ ส่วนสำหรับสาว ๆ บางคนที่เคยทำมาแล้ว แต่ไม่รู้สึกบนผิวหน้าเลย อาจเป็นเพราะเครื่องมือที่ใช้ในการทำ Hifu นั้นไม่ได้มาตรฐาน หรือ ใช้พลังงานไม่แรงพอ ก็อาจส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ได้ ไม่ชัดเจนมากนัก และไม่สามารถอยู่ได้นานเท่าที่ควรด้วยค่ะ

ข้อควรระวังในการทำ Hifu ที่ทุกคนควรทราบ

แม้การทำ Hifu จะเหมาะสำหรับสาว ๆ ทุกคน ที่ต้องการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย และริ้วรอยก่อนวัย แต่สำหรับในบางกรณี การทำ Hifu ก็มีข้อยกเว้น เพราะอาจส่งผลให้เกิดอันตรายได้บ้างเช่นกัน มาดูกันค่ะ ว่าใคร ที่ไม่สามารถทำ Hifu ได้บ้าง

1. ผู้ที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์
2. ผู้ที่ใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ
3. ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง ได้แก่ โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
4. ผู้ที่มีระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ
5. ผู้ที่เคยร้อยไหมโลหะ หรือมีการฝังโลหะในชั้นผิว ตรงบริเวณที่จะรับการรักษา
6. ผู้ที่มีอาการอักเสบหรือติดเชื้อบนผิว ตรงบริเวณที่จะรับการรักษา
7. หากฉีดโบทอกซ์หรือฟิลเลอร์ ควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 2 เดือน ก่อนรับการรักษา