บอกหมดเปลือก Hifu กี่วันเห็นผล

เพราะความสวยรอไม่ได้ และปัจจุบันนี้ก็มีนวัตกรรมมากมายให้ทุกคนเลือกใช้ตามความชอบ หนึ่งในนั้นคงเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกเสียจากการทำ Hifu ที่ตอนนี้กลายเป็นที่นิยมในวงกว้าง เพราะเป็นการยกกระชับหน้าที่ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องผ่าตัด เป็นคลื่นเสียงที่มีความปลอดภัยสูง ไม่มีอันตรายต่อผิว แล้ว Hifu คืออะไร ทำไมคนถึงนิยม และทำ Hifu กี่วันเห็นผล วันนี้มีคำตอบทุกข้อสงสัย

คำถามแรก Hifu คืออะไร

จริง ๆ แล้ว Hifu คือ นวัตกรรมความงามรูปแบบใหม่ที่ให้ผลในเรื่องของการช่วยลดเลือนริ้วรอย ช่วยลดความหย่อนคล้อย และเพิ่มความกระชับให้กับบริเวณผิวหน้าพร้อมทั้งร่างกายอีกด้วย นอกจากนี้ Hifu Macrofocus มีหลักการทำงานโดยใช้คลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์ที่พัฒนามาจากการอัลตร้าซาวด์ดูครรภ์ทางการแพทย์ ยิงเข้าไปใต้ชั้นผิวแต่ละชั้นเพื่อทำให้ผิวชั้นนั้นหดตัวเสมือนกับการเย็บที่เนื้อ เราจะเรียกวิธีการนี้ว่าเป็นการดึงหน้าที่ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับและอ่อนเยาว์มากขึ้น จึงมีความปลอดภัยสูงและไม่ทำร้ายผิวหนังบริเวณชั้นนอก อีกทั้งคลื่นเสียงนี้ไม่เป็นอันตรายต่อสายตา จึงสามารถช่วยเน้นที่บริเวณใต้ตาและรอบดวงตาได้โดยตรง เพราะฉะนั้นใครที่มีความกังวลใจเรื่องผิวหล่อนคล้าย อยากหน้าตึง  ไร้ริ้วร้อย การทำ Hifu ตอบโจทย์ความต้องการที่สุด แต่ทำ Hifu กี่วันเห็นผล พร้อมไขข้อสงสัยในข้อต่อไป

ใครกันนะควรทำ Hifu

จริง ๆ แล้วคนที่ควรทำ Hifu คือ คนที่ต้องการแก้ปัญหาริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย กระชับรูขุมขน หรือกรอบหน้าไม่ชัด ยิ่งเมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป 90% ในใบหน้าหลายคนจะเริ่มหย่อนคล้อยลง ทำให้เริ่มมีร่องแก้ม ร่องใต้ตา และหากปล่อยไปผิวหน้าจะเริ่มหย่อนคล้อยลงเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นควรเริ่มดูแลผิวหน้าตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อป้องกัน และไม่ต้องเสียเงินมากตอนที่เป็นปัญหาจนแก้ไขยาก นอกจากนี้การทำ Hifu ยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด รวมถึงการยกกระชับใบหน้าหรือยกแนวคิ้วให้ขึ้น และผู้ที่ต้องการลดเลือนริ้วรอย ลดปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ลดเหนียงใต้คางหรือลดคางสองชั้นอีกด้วย

การทำ Hifu ปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน

ถึงแม้ว่า HIFU จะเป็นคลื่นเสียง แผ่ความร้อนที่ผิวชั้นบนไม่มากและปลอดภัยสูง แต่สิ่งที่สำคัญ คือ คุณภาพของ HIFU ซึ่งแตกต่างกันมากทั้งในแง่ราคาของเครื่องซึ่งมีตั้งแต่ราคาไม่ถึงแสนบาท ไปจนหลักล้านบาท ซึ่งเครื่องที่ราคาถูกมาก ๆ มักมาจากประเทศจีน ทำให้การควบคุมคุณภาพอาจจะยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร จึงส่งผลทำให้อาจจะเกิดความร้อนที่ผิวบนได้มาก และเกิดการไหม้ที่ผิวหนังได้  เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยที่ดีที่สุดในการทำ ควรศึกษาคลินิก หรือเลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ดีก่อน จะได้ไม่เกิดอันตรายต่อชีวิตได้

การทำ Hifu เจ็บมากไหม

คำตอบ คือ การทำ Hifu จะให้ความรู้สึกเจ็บ ปวด ๆ ตึง ๆ บริเวณใต้ชั้นผิวแสดงถึงการยิงคลื่นเสียงเข้าถึงชั้นเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ(SMAS) เพื่อความยกกระชับ จึงมักมีคำกล่าวว่า ยิ่งเจ็บ ยิ่งสวย แต่บางครั้งที่บางคลินิกโฆษณาว่าไม่เจ็บ เป็นเพราะเครื่องที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการปรับใช้พลังงานที่ไม่สูง ผลที่ได้จะน้อยลง เนื่องจาก Hifu ไม่ได้มาตรฐานนั่นเอง

ทำ Hifu กี่วันเห็นผล

มาถึงคำตอบที่ทุกคนอยากรู้ Hifu กี่วันเห็นผล จริง ๆ แล้วจะขึ้นอยู่กับปัญหาของคนไข้แต่ละคนมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นปริมาณไขมัน ความหย่อนคล้อยและสภาพผิว ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลกับผลการรักษา จึงควรต้องปรึกษากับหมอให้ช่วยประเมินก่อนทำ เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด และได้ประสิทธิภาพในการทำมากที่สุด และจะเห็นผลเต็มที่ในระยะ 2-3 เดือน โดยทั่วไปจะอยู่ได้ 5-6 เดือนและสามารถ มีระยะเวลาถึง 1 ปีขึ้นอยู่กับจะสามารถทนเจ็บได้มากน้อยแค่ไหน

จริง ๆ แล้ว Hifu สามารถกระชับผิวได้ทั่วทั้งร่างกายหรือไม่

คำตอบ คือ สามารถใช้ Hifu กับผิวหนังได้เกือบทุกบริเวณเพื่อความกระชับ และตัวเครื่องจะมากับหัวยิงพลังงานที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถใช้งานได้เหมาะกับบริเวณต่าง ๆ กัน และจุดที่เมื่อทำ Hifu จะสามารถเห็นผลชัดเจน ได้แก่

1.บริเวณใบหน้า หน้าผาก เปลือกตาบน ใต้ตา กรอบหน้า พวงแก้ม ร่องแก้ม ร่องมุมปาก เหนียง คอ

2.บริเวณร่างกาย – หน้าท้อง เอว สะโพก ต้นแขน ต้นขา

รู้หรือไม่การทำ HIFU แต่ละครั้งจะต้องใช้ช็อตเท่าไหร่

จำนวนช็อตของการทำ HIFU นั้นจะขึ้นอยู่กับผิวหน้าของแต่ละคน และตำแหน่งที่ต้องการยกกระชับ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.แก้มทั้งสองข้าง ประมาณ 300-500 ช็อต

2.เหนียง และกรอบหน้า ประมาณ 200 ช็อต

3.หน้าผาก ประมาณ 100-200 ช็อต

4.หน้าท้อง ประมาณ 800 ช็อต

5.ต้นแขน ประมาณ 800-1600 ช็อต

6.ต้นขา ประมาณ 800-1600 ช็อต

ทำ Hifu แล้วมีข้อดี ข้อเสียอย่างไรบ้าง

หลังจากได้คำตอบว่า Hifu กี่วันเห็น มาถึงข้อดีและข้อเสียกันบ้างดีกว่า จริง ๆ แล้ว ข้อดีของการทำ HIFU บอกได้เลยว่าการทำ HIFU เป็นการยกกระชับผิวหน้าที่ไม่เจ็บ ไม่ต้องพักฟื้นนาน และไม่มีแผลใด ๆ เมื่อทำเสร็จแล้วทุกคนยังสามารถแต่งหน้าได้ตามปกติ และไปเที่ยวหรือชอปปิ้งกันต่อได้อย่างสบายใจ ส่วนข้อเสียของการทำ HIFU นั้นในบางคนอาจจะมีการเมื่อยตึงที่ใบหน้า หรือแดงของผิวหนัง ซึ่งไม่เป็นปัญหาใหญ่มากนัก อาจจะแดงเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมง ซึ่งเรียกได้ว่าข้อเสียน้อยมาก ๆ ถ้าเทียบกับการเสริมความงามชนิดอื่น ๆ

บอกต่อก่อนทำ hifu ควรเตรียมตัวอย่างไร

ใครที่ต้องการจะทำ Hifu ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพราะจะช่วยในการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่ให้เป็นไปได้ด้วยดียิ่งขึ้น

เมื่อทำ Hifu เรียบร้อยควรดูแลตัวเองอย่างไร

สำหรับการทำ Hifu หลังการทำสามารถกลับไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ตามปกติได้ทันที และควรระมัดระวัง ไม่ควรนวด หรือถูใบหน้าแรง ๆ นอกจากนี้ควรดูแลบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาผิวที่กระชับให้คงอยู่ยาวนาน และหมั่นทาครีมกันแดดเป็นประจำ ที่สำคัญพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด รวมถึงไม่ควรสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย เช่น ความเครียด การพักผ่อนน้อย ถ้าหากลืมทำตามก็อาจจะได้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าที่ควร

อีกหนึ่งข้อสงสัย การเสริมความงามที่ไม่สามารถทำร่วมกับ Hifu มีอะไรบ้าง

จริง ๆ แล้วการยกกระชับใบหน้าในแต่ละครั้งเราไม่จำเป็นต้องเลือกทำได้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทำแค่ Hifu อย่างเดียว แต่ทุกคนสามารถทำ Hifu ควบคู่ไปกับการฉีดโบท็อกซ์ ร้อยไหม ฟิลเลอร์ เมโสแฟต เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น ได้โดยไม่เกิดอันตราย หรือผลกระทบตามมา แต่ควรเลือกแพทย์ที่เชี่ยวชาญ และคลินิกที่ปลอดภัยเท่านั้น

ลืมไม่ได้กับราคาค่าบริการของการทำ Hifu

การทำ Hifu ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของผิวหน้า และจำนวนช็อตของการยิงเลเซอร์ ซึ่งอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยว่าจะต้องรักษาจำนวนกี่ครั้ง ซึ่งจริง ๆ แล้วราคาเริ่มต้นจะประมาณ 6,000–60,000 บาท นั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อกาลเวลาผ่านไปก็ทำให้วัยสาวที่เคยสดใส และผิวที่เคยกระชับหย่อนคล้อยไปตามกาลเวลา แต่นวัตกรรมของเลเซอร์รักษาผิวในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่ที่การลบฝ้า กระ และจุดด่างดำเท่านั้น หากยังสามารถนำมาใช้ในการดึงผิวหน้าให้กระชับ เต่งตึง รวมทั้งปรับรูปหน้าเรียว และคืนความสดใสให้ใกล้เคียงกับวัยสาวอีกครั้ง และการทำ Hifu ยังคงเป็นการดูแลและยกกระชับผิวหน้าที่เห็นผลอย่างชัดเจน บางคนแม้ทำเพียงครั้งแรกก็ให้ความรู้สึกถึงผลลัพธ์ของก่อนทำ และหลังทำได้ดี จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าลองของผู้ที่ต้องการดูแลผิวตั้งแต่อายุไม่มากนัก ในราคาที่พอจับต้องได้ อย่างไรก็ตาม ควรใช้บริการคลินิกที่มีมาตรฐาน และทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะอาจทำให้เกิดการยกกระชับผิวหน้าผิดรูป เช่น มุมปากตก หรือยกคิ้วลำบากได้ จนส่งเป็นผลเสียที่ลำบากตามมา